@ThaiDreamWeb.com
--- หน้าแรก ---- ประวัติของกลุ่ม ---- บริการ ---- ผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม ----
webboard-สนทนา
news-ข่าว
download-ข้อมูลต่างๆ
link-แลกลิงค์
member-สมัครสมาชิกเวป
newletter-ค้นหาสินค้า
ใส่อีเมล์
ยกเลิก
 
 
 





การปลูก

การขยายพันธุ์

การคัดเลือกพื้นที่และวิธีการปลูก

         ปัญหาใหญ่ของไม้กฤษณาที่สำคัญคือ แหล่งพันธุกรรม  เนื่องจากไม้กฤษณาถูกตัดโค่นเป็นจำนวนมาก ทั้งต้นที่มีและไม่มีแก่นกฤษณา ทำให้แหล่งที่จะผลิตเมล็ดที่ใช้ในการขยายพันธุ์มีน้อย  ประกอบกับการปรับปรุงพันธุ์และการคัดเลือกสายพันธุ์เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก  เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลานาน  สำหรับการขยายพันธุ์ต้นกฤษณาทั้งหมดของประเทศไทยได้จากกการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือ อาศัยการเพาะจากเมล็ดพันธุ์หรือการใช้กล้าไม้ที่งอกภายใต้ต้นมาย้ายชำลงถุง ในอดีตมีการลักลอบนำเมล็ดจากเขตป่าอนุรักษ์  เพื่อนำมาเพาะเมล็ดโดยเฉพาะบริเวณรอบอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  เทือกเขาบรรทัดและบริเวณเขาสอยดาว  เขาสระบาป  นำมาปลูกเป็นสวนป่าหรือ ปลูกบริเวณบ้าน  วัด  และโรงเรียน อย่างไรก็ตามการเพาะเมล็ดไม้กฤษณาสามารถทำได้ง่าย

    การเตรียมกล้าไม้  นับเป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่งสำหรับงานปลูกสร้าง สวนป่า เพราะต้องอาศัยความ

ละเอียดรอบครอบในการปฏิบัติงานมาก  ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งกล้าไม้ที่มีคุณภาพดี  ซึ่งหมายถึงกล้าไม้เมื่อนำไปปลูกในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แล้วจะให้อัตราการรอดตายสูงที่สุดและมีการเจริญเติบโตรวดเร็วที่สุดภายหลังการปลูก  มีความเหมาะสมทั้งทางด้านสรีรวิทยา  สัณฐานวิทยาและอายุกล้าไม้ก่อนที่จะนำไปปลูกการเตรียมกล้าไม้ตามเรือนเพาะชำส่วนใหญ่มักใช้วัสดุเพาะชำที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น  โดยปกติแล้วจะใช้หน้าดินซึ่งในแต่ละท้องถิ่นก็จะมีลักษณะและความอุดมสมบูรณ์แตกต่างกัน  การเลือกใช้วัสดุเพาะชำที่มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของกล้าไม้  เช่นดินในชั้นดินป่าไม้และการนำเอาอินทรีย์ วัตถุที่มีเหลือใช้มาดัดแปลงให้เหมาะสมเพื่อปรับปรุง

โครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญของกล้าไม้   แต่ในกรณีที่ดินในชั้นหน้าดินป่าไม้มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมีคุณสมบัติทางกายภาพเลวหรือต้องการเร่งการเจริญเติบโตของกล้าไม้ให้สม่ำเสมอทันต่อฤดูกาลเพาะปลูก  จำเป็นจะต้องใช้ปุ๋ยมาช่วยเร่งการเจริญเติบโตเช่น  ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมัก  การเลือกให้ปุ๋ยขึ้นกับความเหมาะสมและต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด

          การเพาะเมล็ด  จะเก็บเมล็ดแก่ในช่วยเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม  โดยเมล็ดแก่จะมีสีน้ำตาลเข้ม  จำนวนเมล็ดประมาณ  4,000 – 5,000  เมล็ดต่อกิโลกรัม  ราคาซื้อขายเมล็ดตกประมาณ 2,500 -3,000 บาทต่อกิโลกรัม  โดยการเก็บเมล็ดควรเก็บเมล็ดที่ร่วงอยู่บริเวณโคนต้นดีกว่าเก็บบนต้นเพราะจะได้เมล็ดที่แก่เต็มที่แล้ว  เมื่อได้เมล็ดมาแล้วต้องรีบเพาะท้นทีเนื่องจากเปอร์เซ็นต์การงอกจะลดลงอย่างรวดเร็ว  โดยหากเพาะภายในหนึ่งสัปดาห์  จะมีเปอร์เซ็นต์การงอกประมาณ 90  เปอร์เซ็นต์ สัปดาห์ที่สองประมาณ  50  เปอร์เซ็นต์  และสัปดาห์ที่สามประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์  นำเมล็ดที่ได้มาเพาะลงถุงดินโดยคว่ำส่วนหัวสีน้ำตาลลงและกดเมล็ดให้จมลงประมาณ ¾ ส่วนของเมล็ดหรืออาจเพาะในกระบะเพาะก่อนย้ายชำ  โดยใช้ทรายคั่วหรืออบฆ่าเชื้อแล้ว  หว่านเมล็ดให้กระจายกลบด้วยทรายให้สม่ำเสมอประมาณ 3-5 มิลลิเมตร  รดน้ำให้ชุ่ม

         การเพาะชำโดยใช้กล้า  (เบี้ย)  ก่อนที่เมล็ดหล่นลงใต้โคนต้นแม่  ควรเตรียมพื้นที่บริเวณโคนต้นก่อนโดยการพรวนดิน  เก็บกล้าในช่วงเช้าขณะที่พื้นดินใต้ต้นยังมีความชื้นอยู่  เมื่อเก็บกล้าแล้วให้นำใบตองห่อกล้าที่เก็บมา  แช่รากในน้ำและนำไปลงถุงชำภายใน 1 วัน

          สำหรับวัสดุเพาะชำ  โดยทั่วไปใช้ถุงเพาะชำขนาด  2.5 x 7 นิ้ว (เหมาะสำหรับการผลิตกล้าขนาด  50 เซนติเมตร)  ส่วนผสมของวัสดุเพาะชำใช้ดิน  :  ทราย หรือ แกลบ  :  ปุ๋ยคอก เท่ากับ 6:3:1

          การบำรุงรักษากล้ากฤษณา  ควรวางกล้าไว้ในโรงเรือนที่คลุมโดยแสลนดำ พรางแสงได้ประมาณ 50-70 เปอร์เซ็นต์  ในสัปดาห์แรกควรรดน้ำทั้งเช้า-เย็น หลังจากนั้นรดวันละครั้ง  ใส่ปุ๋ยคอกผสมน้ำรดเดือนละครั้ง  หรือฉีดพ่นปุ๋ยทางใบทุก 15 วัน ในกรณีที่ใส่ปุ๋ยมากเกินไปจนดินเค็ม  ให้หว่านปูนโดโลไมท์บาง ๆ แล้วรดน้ำให้มาก ๆ เพื่อขับหรือชะล้างความเค็มออกจากดิน  สำหรับปัญหาโรคและแมลงส่วนใหญ่จะไม่ค่อยพบ  แต่โรคที่อาจเกิดขึ้นได้คือ  โรคเน่าคอดิน  แก้ไขโดยผสมยากันเชื้อรากับปุ๋ยฉีดทางใบ  พ่นทุก 15 วัน  รดน้ำผสมปุ๋ยคอกและดูแลต่อไปจนกล้าไม้อายุ 9 -12  เดือน  ความสูงประมาณ 50  ซม. สามารถที่จะนำไปปลูกได้  เนื่องจากกล้าไม้กฤษณาต้องการความชื้นสูง  และตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการขาดน้ำ  ดังนั้นก่อนนำไปปลูกต้องมีการทำกล้าไม้ให้แกร่ง  โดยให้กล้าไม้ได้รับแสงแดดมากขึ้นและลดการให้น้ำลง

การคัดเลือกพื้นที่และ วิธีการปลูก

          พื้นที่ปลูกไม้กฤษณาควรเป็นที่เนิน  น้ำไม่ท่วมขัง  ดินมีการระบายน้ำดี  รูปแบบ การปลูกอาจปลูกในลักษณะสวนป่าเชิงเดี่ยวและการปลูกแบบสวนป่าวนเกษตร โดยปลูกไม้กฤษณาร่วมกับพืชหรือไม้ยืนต้นชนิดอื่น  เช่น ปลูกไม้กฤษณาแทรกในสวนยางพารา  สวนผลไม้  เป็นต้น
          การปลูกและวิธีการปลูกนั้น  โดยความเป็นจริงแล้วไม่แตกต่างกับการปลูกไม้ป่าอื่น ๆ มากนัก แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากไม้กฤษณาต้องการความชื้นทั้งในดินและในบรรยากาศสูง  จึงต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อม  และการจัดการเรื่องน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ  วิธีการปลูกแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ

1.     การปลูกเชิงเดี่ยวในที่โล่งแจ้ง

การปลูกเชิงเดี่ยวสำหรับไม้กฤษณาจำเป็นต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมอย่างมาก  พื้นที่ที่ปลูกควรมี

ความชื้นสูง  มีระบบน้ำที่ดี มีสระเก็บน้ำที่เพียงพอใช้ในฤดูแล้งและควรขุดหลุมให้กว้าง  เพื่อให้ปุ๋ยคอกในการปรับปรุงดินให้เก็บกักความชื้นในดินได้มากขึ้น  และใส่ผงถ่านป่นจากเปลือกไม้ หรือ ขี้เถ้าแกลบเพื่อปรับระดับ pH ของดินให้สูงขึ้น  เนื่องจากถ้าพื้นที่ปลูกไม้กฤษณาอยู่ในเขตที่มีฝนชุก pH ของดินค่อนข้างต่ำ  การใส่ผงถ่านจะช่วยยกระดับ pH และเพิ่มธาตุอาหารมากขึ้น  โดยเฉพาะผงถ่านจากเปลือกไม้ หรือ ขี้เถ้าแกลบ

การเตรียมหลุมในดินทราย

     สภาพของดินทราย คือการเก็บน้ำไม่อยู่  เพราะดินร่วนซุยจนเกินไป  ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ  การขาดอินทรีย์วัตถุและแร่ธาตุต่าง ๆ ในกรณีดังกล่าวจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์และโพลีเมอร์ในการช่วยเก็บน้ำ ใช้ปุ๋ยออสโมโค้ท  ซึ่งเปนปุ๋ยละลายช้าช่วยการเจริญเติบโตของต้นกล้าปลูกใหม่  ช่วยให้เติบโตอย่างต่อเนื่องได้  4  เดือน ใช้หินฟอสเฟต  และโดโลไมท์ช่วยการเจริญเติบโตของราก  ควรขุดหลุมกว้าง 50 - 57  ซม.  ความลึกเท่ากัน  แยกดิน

ชั้นบนไว้ใช้ทำดินผสมนำดินนี้มาใส่ออสโมโค้ท 1 - 2 ช้อนแกง หินฟอสเฟตและโดโลไมท์อย่างละ 50 - 100 กรัม ปุ๋ยหมัก (ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์อื่น ๆ) ประมาณ 1 ใน 3 ของดินคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วหว่านใส่รองก้นหลุม 1 ใน 4 ส่วน จากนั้นใช้โพลีเมอร์ (วุ้นอุ้มน้ำ) ซึ่งแช่น้ำอัตรา 1 กก/น้ำ 200 ลิตร ทิ้งไว้ 1 คืน  หรือถ้าเร่งด่วนก็แช่น้ำก่อน  1  ชั่งโมงขึ้นไป   กวนให้กระจายกันดีแล้วตักมาทั้งน้ำทั้งเนื้อใส่ไปที่ก้นหลุม 1  ลิตร  ส่วนที่ไม่ต้องคลุกเคล้าโพลีเมอร์กับดินปลูก ซึ่งมีผู้ทดลองมาแล้วหลายรายยืนยันตรงกัน  จากนั้นจึงกลบดินผสมขึ้นมาจนถึงระดับต่ำกว่าปากหลุมเล็กน้อย  ซึ่งการทำเช่นนี้จะช่วยให้เก็บน้ำฝนได้ดีเวลาฝนตก  เพราะสภาพที่เป็นทรายจัดนั้นปกติดินไม่เก็บน้ำ  น้ำจึงซึมหายไปหมดเมื่อฝนหยุด ปลูกแล้วรดน้ำให้ชุ่ม หรือถ้าฝนตกลงมาก็จะดีมาก

       โพลิเมอร์  จะเป็นผู้เก็บรักษาน้ำสำรองไว้อย่างน้อย  1  ลิตรหลังฝนตกหรือรดน้ำเกิน 1  ลิตร  ซึ่งถ้าให้น้ำเกิน  1  ลิตร  น้ำส่วนเกินจะซึมหายไปและหลุมนั้นก็ยังคงมีน้ำสำรองเก็บไว้ในโพลีเมอร์   โพลีเมอร์จึงไม่สามารถดึงน้ำจากเซลล์ของรากพืช  หรือส่วนอื่น ๆของพืช  แต่จะถูกพืชดูดน้ำออกจากโพลีเมอร์ไปใช้ในเนื้อดิน  และเมื่อฝนตกหรือรดน้ำโพลีเมอร์ก็จะกลับดูดน้ำพองออกมา เป็นวุ้นอีก  คือเก็บน้ำสำรองไว้ได้อีก

การเตรียมหลุมในดินที่แน่นแข็ง  และดินดาน

         สภาพของดินแบบนี้คือ การไม่ระบายถ่ายเทน้ำของดิน  ดินแน่นแข็งจนรากเจริญแทงลงดินไม่ได้  ปัจจุบันใช้สารละลายดินดานเป็นตัวช่วย ทำให้ดินลดความแน่นเหนี่ยวลง ทำให้ดินร่วนโปร่ง  ระบายถ่ายเทน้ำดีขึ้น  ทำให้น้ำไม่ขังรากแทงลึกลงดินได้ดีขึ้น  หากดินชั้นบนร่วนโปร่งแบบดินร่วนหรือดินทราย แต่มีชั้นดินดานอยู่ใต้ชั้นไถพรวน การเตรียมหลุมก็ทำแบบเดิมก่อน หรือ ขุดหลุมแล้วแยกดินบนเอามาผสมปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หินฟอสเฟต โดโลไมท์และออสโมโค้ท  ใช้ดินผสมใส่รองก้นหลุมแล้วใส่สารละลายดินดานลงก้นหลุม สารละลายดินดานนี้ไม่ต้องเคล้ากับดินผสมจากนั้นใส่โพลีเมอร์  1 ลิตรทับลงไปบนสารละลายดินดาน  ไม่ต้องคลุกเคล้ากับสารละลายดินดานและดินก้นหลุม  แล้วปลูกกล้าไม้ทับลงบนโพลีเมอร์เสร็จกลบด้วยดินผสมตามปกติ  เมื่อฝนตกหรือรดน้ำจนเปียกชุ่ม  พอลงไปถึงสารละลายดินดานซึ่งเปียกแล้ว สารละลายดินดานก็จะทำให้ดินที่แน่นค่อย ๆ คลายตัวออกกลายเป็นดินร่วน  น้ำซึ่งเติมลงไปอีกภายหลังหรือที่มีอยู่จะทำให้ดินร่วนลึกลงไปเรื่อย ๆ จะช่วยให้น้ำซึมลงดินชั้นล่างได้ดี  และราก็จะแทงลงใต้ดินได้ดีด้วย

การปลูกแบบไม่ขุดหลุม

           สภาพดินแบบนี้คือดินเหนียวจัด  แบบดินท้องนาที่ยกร่อง  เป็นสวนผลไม้ ถ้าขุดหลุมปลูกเวลารดน้ำน้ำจะขังในหลุม เพราะดินโดยรวมเป็นดินเหนียวจัดทั้งหมด การระบายน้ำออกไปได้โดยยาก  รากจะแช่น้ำอ่อนแอเป็นโรคตายได้ง่าย  วิธีหนึ่งในการแก้ปัญหาคือ  ปลูกบนดินแล้วให้รากแผ่จากบนดินตรงจุดที่จะวางต้นกล้าแล้วนำปุ๋ยคอก แกลบ ฟอสเฟต และโดโลไมท์  หว่านกระจายบาง ๆ แล้วใส่ปุ๋ยออสโมโค้ทเล็กน้อย  ลงบนจุดที่จะวางเข่งหรือตระกล้า หลังจากนั้นนำเข่งหรือตระกล้ามาวางแล้วใช้ดินผสมใส่รอบ ๆ เข่งหรือตระกล้า  ถ้าจำเป็นต้องป้องกันลมโยกก็ตอกไม้ยึดขอบเข่งหรือตระกล้าให้แน่น  คอยรดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ  รากจะเจริญเต็มเข่งหรือตระกล้าแล้วเทลงดินไปในทิศทางที่เหมาะสมได้เอง

การทำร่มเงาบังแสง   ใช้เพื่อป้องกันต้นไม้รับแสงโดยตรง  เช่นใช้ทางมะพร้าว ตาข่ายพรางแสง  หรือวัสดุ

อื่น ๆ เพื่อช่วยให้ต้นไม้ตั้งตัวได้ โดยเฉพาะในช่วงกล้าไม้อายุ 1-2 ปี

การรดน้ำ   โดยเฉพาะฤดูแล้งอาจมีความจำเป็นต้องมีการรดน้ำบ่อย เพื่อช่วยให้กล้าไม้รอดตายและตั้งตัวและเติบโตได้ดีขึ้น

การปลูกไม้พี่เลี้ยง   เช่นกล้วย  เพื่อช่วยให้ป้องกันแสงจากดวงอาทิตย์  และช่วยทำให้พื้นดินไม่แห้งมากจนเกินไป  ซึ่งวิธีนี้อาจจำเป็นต้องปลูกกล้วยก่อนอย่างน้อย 1 ปี  วิธีการเหล่านี้กล้าไม้ที่ปลูกต้องมีขนาดใหญ่  ความสูงประมาณ 50 ซม. ขึ้นไปและมีการทำกล้าไม้ให้แกร่ง ก่อนการปลูก 1 เดือน ในเรือนเพาะชำ โดยการลดการให้น้ำ และให้กล้าไม้ได้รับแสงมากขึ้นก่อนการปลูก

2.     การปลูกผสมผสาน

การปลูกในระบบวนเกษตร  การปลูกผสมผสานการปลูกควบในสวนยางพาราและการปลูกในพื้น ที่ป่าชุมชนต่าง ๆ เป็นรูปแบบที่น่าสนใจอย่างยิ่งด้วยเหตุผลที่ไม้กฤษณาต้องการร่มเงา  โดยเฉพาะในระยะแรก ดังนั้น การปลูกในพื้นที่สวนผลไม้ สวนยาง สวนผสม จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสม  ซึ่งจะทำให้อัตราการรอดสูงและอย่างไรก็ตาม  การปลูกในพื้นที่ที่ปกคลุมหนาแน่น  และมีร่มเงามาก เช่น สวนผลไม้และสวนยางพาราที่มีอายุ  และมีความหนาแน่นของต้นไม้มาก อาจทำให้ไม้มีการเติบโตต่ำ  ดังนั้นจึงควรปลูกเมื่อสวนผลไม้และสวนยางพาราอายุยังน้อยไม่ควรเกิน 3-5 ปี สำหรับในพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ ที่มีต้นไม้ขึ้นไม่หนาแน่นนักสามารถปลูกได้ตามช่องว่างของเรือนยอดของต้นไม้ จะทำให้กล้าไม้มีอัตราการรอดตายและการเติบโตสูง

ระยะปลูกและการดูแล

 บำรุงรักษาหลังการปลูก

                           ระยะปลูกหรือความหนาแน่นของต้นปลูก เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดประสิทธิภาพการใช้แสหรือการสังเคราะห์แสงของพืชตั้งแต่พืชงอก  ซึ่งจะส่งผลถึงผลผลิตในขั้นสุดท้าย  พืชต่างชนิดกันต้องการระยะปลูกที่เหมาะสมไม่เท่ากัน แม้แต่พืชชนิดเดียวกันแต่ต่างพันธุ์กันยังต้องการระยะปลูกไม่เท่ากัน  ระยะปลูกที่เหมาะสมนอกจากขึ้นอยู่กับชนิดของพืชแล้วยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นที่มีอิทธิพลต่อการเจริญของพืชอีกด้วย  เช่นความอุดมสมบูรณ์ของดิน  ความชื้น และภูมิอากาศอย่างไรก็ตามจุดประสงค์ของการปลูกต้นกฤษณา ผลผลิตขั้นสุดท้าย คือ สารกฤษณา ทั้งในเรื่องของปริมาณและคุณภาพ  ซึ่งอิทธิพลของระยะปลูกจะมีผลต่อการเจริญของลำต้นและใบ  จากการสังเกตพบว่าในป่าธรรมชาติต้นกฤษณาจะขึ้นอยู่ใกล้ชิดกับต้นไม้อื่น  การปลูกระยะถี่จึงไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด

             การปลูกระยะห่างให้มีกิ่งก้านมากพอสมควร  มีจุดประสงค์เพื่อแยกสัดส่วนเนื้อไม้  เพื่อทำไม้ชิ้นจุดดม  ให้ได้รูปทรงต่าง ๆ (ไม้ตัว – ศัพท์ชาวบ้าน) ต้องใช้เวลาในการสะสมสารกฤษณานานกว่า  แต่ผลสุดท้ายถึงแม้จำนวนต้นกฤษณาต่อพื้นที่จะน้อยกว่า  และปลูกระยะเวลานานกว่า  แต่ผลผลิตคือชิ้นไม้กฤษณาจะจำหน่ายได้ราคาสูงกว่าน้ำมันกฤษณาจากการทดลองปลูกต้นกฤษณา ระยะที่เหมาะสมสำหรับต้นกฤษณาคือ 2 x 2 เมตร

, 2 x 3  เมตร , 3 x 3 เมตร 

          ระยะ  2 x 2  เมตร  ปลูกได้จำนวน  400  ต้นต่อไร่

          ระยะ  2 x 3  เมตร  ปลูกได้จำนวน  266  ต้นต่อไร่

          ระยะ  3 x 3  เมตร  ปลูกได้จำนวน  177  ต้นต่อไร่

          ระยะ  4 x 4  เมตร  ปลูกได้จำนวน  100  ต้นต่อไร่

           การกำหนดระยะปลูกต้นกฤษณาค่อนข้างถี่ ด้วยเหตุผลต้นกฤษณาต้องการความชื้นสูง เป็นการลดการสูญเสียน้ำจากดินที่ระเหยสู่บรรยากาศ  และการโค่นล้มของต้นกฤษณา

 การปลูกแซมพืชอื่น

             การกำหนดระยะห่างในการปลูกต้นกฤษณาที่เหมาะสมของแต่ละพื้นที่ให้ดีย่อมมีผลต่อการลงทุนในเชิงพาณิชย์  ซึ่งอาจปลูกแซมกับพืชผลไม้อื่นได้เกือบทุกชนิด  มีแนวโน้มว่าการปลูกไม้กฤษณาแซมพืชอื่นจะปลูกได้ดีกว่าการปลูกเป็นไม้เบิกนำ  เพราะต้นกฤษณาต้องการความชื้นสูง  โดยปลูกแซมระหว่างต้นหรือระหว่างแถวดังนี้

1.  การปลูกแซมสวนเก่า   เนื่องจากสวนพืชเศรษฐกิจมักมีสภาพร่มครึ้ม  มีความชุ่มชื้นคล้ายป่า เช่น สวนยางพารา  สวนปาล์มน้ำมัน  สวนไม้ผล  เมื่อต้นเดิมตายลงแทนที่จะปลูกพืชชนิดเดิมก็สามารถปลูกต้นกฤษณาแทนได้

2.  การปลูกแซมสวนมะพร้าว  เนื่องจากมะพร้าวให้รายได้ไม่สูงนัก  จึงอาจจะนำต้นกฤษณามาปลูกแซมเข้าไปได้  โดยปลูกระหว่างเส้นทแยงมุมของต้นมะพร้าวให้กระจายไปทั่วสวนมะพร้าวจะช่วยบังแดด  บังลมให้กับต้นกฤษณา  เมื่อต้นกฤษณาโตจนสร้างสารกฤษณาได้ก็จะสามารถเพิ่มรายได้ให้อีกทางหนึ่งด้วย

3.   ปลูกแซมสวนกล้วย   เนื่องจากกล้วยเป็นพืชที่ปลูกง่าย  และช่วยบังแดดบังลมให้ต้นกฤษณาที่เริ่มปลูกในระยะแรกได้เป็นอย่างดี  โดยอาจปลูกกล้วยให้โตสักระยะหนึ่งก่อนพอที่จะบังแดดบังลมได้แล้วจึงปลูกต้นกฤษณาตามมา  ขณะที่ต้นกฤษณายังไม่โตพอจะทำประโยชน์ได้ก็ยังสามารถขายกล้วยเพิ่มรายได้ได้อีกด้วย

4.    ปลูกแซมสลับกับไม้ป่า    เนื่องจากต้องการลดความเสี่ยงจากการปลูกพืชอย่างเดียว  อาจใช้วิธีปลูกแซมพืชเดิม  เช่น ต้นสัก  ซึ่งอาจปลูกต้นกฤษณาระยะห่าง  4 x 4 เมตร แล้วปลูกต้นสักแซมระหว่างกลางของ 4 เมตรได้อีก 300  ต้นต่อไร่  หรืออาจปลุกในทางกลับกัน  คืออาจจะปลูกต้นสักระยะห่าง  4x4 เมตร  100  ต้น  แล้วปลูกต้นกฤษณาแซมระหว่างกลางของ 4  เมตร  ได้อีกไร่ละ  300  ต้น หรืออาจจะปลูกแซมสลับกับไม้อื่น ๆ  ได้อีก  เช่น ประดู่  พยุง  เป็นต้น

        แต่การปลูกแซมในสวนที่มีร่มเงาสูง เช่นสวนยางพารา ที่มีเรือนยอดค่อนข้างชิดกันหรือปลูกแซมสวนยางพาราที่มีอายุมากแล้วพบว่าต้นกฤษณาเจริญเติบโตได้ช้า  ชะงักการเติบโต  ทิ้งใบและอาจตายไปในที่สุด

การดูแลปฏิบัติเบื้องต้น

                 ถึงแม้กฤษณาจะเป็นไม้ที่ปลูกง่าย  ไม่ต้องมีการเอาใจใส่ดูแลมากเหมือนกับการปลูกไม้ผล  แต่ ก็ต้องดูแลเอาใจใส่บ้างในระยะแรกไม่ใช่ปล่อยปละละเลยเสียทีเดียว  เมื่อปลูกกฤษณาลงสวนแล้ว ควรต้องดูแลเอาใจใส่ให้เจริญเติบโตได้ดีสม่ำเสมอทุกปี

               ในการปลูกช่วง  1 – 2 ปีแรก  ต้นกฤษณายังเล็กอยู่  รากก็มีจำกัดทำให้หาอาหารได้ไม่มากเกษตรกรและผู้สนใจปลูกจึงควรรดน้ำอยู่เสมอ

ในระยะแรกผู้ปลูกควรปฏิบัติดูแลรักษาต้นกฤษณาดังนี้

1.  การให้น้ำ   ในระยะ  2 -3 เดือน  แรกปลูกควรมีการรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอประมาณ 3 – 5 วัน

ต่อครั้ง  เว้นแต่ช่วงฝนตกควรงดการให้น้ำ  ต้นกฤษณาที่มีอายุหนึ่งปีขึ้นไปควรรดน้ำ 7- 15 วันต่อครั้งในช่วงฤดูแล้ง  และทุกครั้งที่มีการแตกยอดอ่อนใหม่ ๆ ควรมีการให้น้ำอยู่เสมอ  แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูฝนไม่ต้องให้น้ำก็ได้เพราะปริมาณน้ำฝนมีเพียงพอกับความต้องการอยู่แล้ว

2.  การใส่ปุ๋ย    ไม่จำเป็นจะต้องใส่มาก  เพราะจำทำให้ไปเร่งลำต้นกิ่งใบมากเกินไป  ควร

ปล่อยไปตามธรรมชาติ  เมื่อต้นกฤษณาตั้งตัวได้แล้วก็ปล่อยให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติ อาจจะใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเป็นครั้งคราว ในช่วงปีแรกๆ ต้องเอาในใส่อนุบาลบ้างด้วยการใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกปีละ 1 -2  ครั้ง

ในปัจจุบันนี้  เริ่มมีการหันมาใช้ปุ๋ยหมักกลุ่มจุลินทรีย์มีประสิทธิภาพ ( EM) เพราะราคาถูกกว่าปุ๋ยเคมีหลายเท่าตัว  เป็นการช่วยลดต้นทุนและมีประสิทธิภาพเร่งต้นไม้ให้เจริญเติบโตเร็วแข็งแรงอีกด้วย

บางคนใช้ปุ๋ยหมักกลุ่มจุลินทรีย์นี้ปลูกไม้ยืนต้น  โดยเอาปุ๋ยหมักคลุกเคล้ากับดินก้นหลุมประมาณ  1 – 2  กำมือ  แล้วเอาต้นกล้าลงปลูก  กลบดินถึงปากหลุมแล้วเอาปุ๋ยหมักนี้โรยทั่วปากหลุมจากนั้นจึงรดน้ำ  ปรากฏว่าต้นไม้โตเร็ว  การปลูกไม้กฤษณาก็สามารถใช้วิธีการอย่างเดียวกันได้เป็นอย่างดี

                     3. การกำจัดวัชพืช   ในกรณีที่ ไม่สามารถรักษาแปลงปลูกให้ปราศจากวัชพืชได้   ก็ต้องคอยดูแลอย่าให้วัชพืชขึ้นคลุมยอดกฤษณาได้  ถ้ามีวัชพืชขึ้นคลุมยอดกฤษณาต้องทำการถอนวัชพืชที่ขึ้นรกออกมาเป็นครั้งคราว  โดยเฉพาะในแปลงที่เป็นที่ดอนควรทำการเก็บวัชพืชอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งประมาณต้นฤดูหนาวหลังฝนหมดแล้ว   เมื่อถอนวัชพืชออกแล้ว  ไม่ต้องนำไปทิ้งที่อื่น ให้นำวัชพืชที่ถอนแล้งและแห้งตายมาคลุมโคนกฤษณาที่ปลูกอย่าได้อีกต่อไป

การให้ปุ๋ย

              เนื่องจากกฤษณาเป็นไม้ป่าที่ต้องผลผลิตออกมาเป็นปริมาณเนื้อไม้แล้วใช้เนื้อไม่ในการผลิตกฤษณาเป็นต้น ๆ ไป ยิ่งทำให้ต้นไม้โตมากมีเนื้อไม้มากหรือมีนวลของต้นไม้มากก็ยิ่งมีความสามารถผลิตกฤษณาได้มาก   ดังนั้นแนวทางในการในการใส่ปุ๋ยจึงมีเพียงทำให้มีการเจริญเติบโตได้มากที่สุด รวดเร็วที่สุด

              1. ปุ๋ยจากพื้นฐานการบำรุงดิน   ที่มีการแนะนำและปฏิบัติทั่วไปเพื่อให้ดินดี  รากเจริญดีก็จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการปลดปล่อยแร่ธาตุทั้งธาตุหลัก, ธาตุรองและธาตุเสริม   ใช้หินฟอสเฟตหรือ ร็อคฟอสเฟส เพื่อการแก้กรดในดิน, ให้แร่ธาตุฟอสฟอรัส,ช่วยการเจริญเติบโตของราก  และให้แคลเซี่ยมเป็นธาตุรอง ทำให้พืชเจริญเติบโตแข็งแรงดีและมีการหว่านโดโลไมท์เพื่อทำให้ดินเป็นกรดลดลงและได้ธาตุรองสองตัว คือ แคลเซี่ยมและแมกนีเซี่ยม ในที่นี้เน้นการได้รับแมกนีเซี่ยม ซึ่งเป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ในส่วนสีเขียวของพืช  การมีแมกนีเซี่ยม  อย่างเพียงพอทำให้ใบพืชมีสีเขียวเข้มสามารถจับพลังงานจากแสงมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ,พืชสร้างอาหารได้ดีกว่าพืชที่ขาดแมกนีเซี่ยม  ใช้ปุ๋ยสามอย่างนี้เป็นหลักโดยมีการตรวจสอบความ

เป็นกรด – ด่าง ของดินไปด้วย  ก็จะใช้ปุ๋ยไม่ผิดพลาด คือ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นตัวแทนไนโตรเจน  ใช้หินฟอตเฟตเป็นตัวแทนฟอสฟอรัส  ใช้โดโลไมท์เป็นตัวแทนของแมกนีเซี่ยม  ซึ่งเป็นปุ๋ยที่ได้มาโดยวิธีถูกที่สุดวิธีหนึ่งแล้วจึงเสริมปุ๋ยอื่น ๆ ตามความเหมาะสม ส่วนหน้าดินตื้นหรือดินแน่นแข็งก็แก้ไขด้วยสารละลายดินดานจะทำให้ดินร่วนขึ้นหน้าดินหนาขึ้น  รากมีที่หากินมากขึ้น  ก็ใช้ประโยชน์จากปุ๋ยได้มากขึ้น  

          2.  ปุ๋ยสามสูตรที่ใช้เพิ่มเติม    โดยปกติเกษตรกรจะนิยมใช้ปุ๋ยสูตรเท่ากันหรือใกล้เคียงกันเช่น 15-15-15,16-16-16 หรือ 16-11-14  เป็นต้น  อย่างไรก็ตามจากการใช้ปุ๋ยพื้นฐานการบำรุงดินเราก็ไม่ขาดไนโตรเจนและฟอสฟอรัสอยู่แล้ว  ดังนั้นอาจเลือกปุ๋ยตัวหน้าตัวกลางต่ำ  แต่มีตัวท้าวสูงและโบรอน เช่น 14-10-30+0.25 B หรือปุ๋ยไม่มีตัวหน้า เช่น 0-13-30+0.5 B เป็นต้น การเลือกปุ๋ยที่มีโบรอนอยู่ด้วยก็เพื่อจะใช้จุลธาตุ  โบรอนในดินให้มากเพียงพอ  เพราะธาตุโบรอนจะทำให้การทำงานของธาตุแคลเซี่ยมดีขึ้นมาก  อย่างไรก็ตามถ้าหาปุ๋ยสูตรที่มีโบรอนได้ยากจริง ๆ ก็ใช้ปุ๋ยที่หาได้ง่ายคือ 15-15-15  หรือ 16-11-14 ใช้เป็นปุ๋ยเสริมโดยให้เป็นครั้งคราวได้

          3.  ปุ๋ยอินทรีย์   นำมาใช้เป็นแหล่งของไนโตรเจนที่สำคัญและยังได้แร่ธาตุอื่น ๆ ครบทุกตัว ได้สาร

ฮิวมิคแอชิด     ในธรรมชาติจากการย่อยสลายของอินทรียวัตถุในดิน  ปุ๋ยอินทรีย์ก็คือปุ๋ยที่ได้จากอินทรีย์วัตถุทุกอย่าง  เช่น มูลสัตว์  ปุ๋ยคอก ปุ๋ยจากขยะ  ฟาง  หญ้า  ใบไม้  เศษพืช  ซากสัตว์ ของเหลือ จากโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้พืชหรือสัตว์เป็นวัตถุดิบ  เลนก้นปอจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กากตะกอนจากการบำบัดน้ำเสียที่ไม่ใช่น้ำเสียของโลหะหนักที่เป็นพิษ  ปุ๋ยอินทรีย์ที่สำคัญ คือ เศษหญ้าต่าง ๆที่ตัดทิ้งอยู่ในสวนกฤษณานั้นเอง

            การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ดังกล่าวนั้นไม่จำเป็นต้องนำมาหมักก่อนแต่อย่างใด  นอกจากมีปัญหาของการมีปริมาตรมากเกินไปก่อนการขนส่ง  ควรหาของที่ไม่แพงอยู่ใกล้เพื่อให้ขนส่งสะดวกจะได้มีต้นทุนต่ำ

            หลักการที่ถูกต้องคือ  การแบ่งใส่ให้ตลอดหน้าฝนหรือระยะเวลาที่มาการรดน้ำอยู่  ใส่ให้ครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้งจะทำให้เกิดกระบวนการย่อยสลายตัวดำเนินไปอย่างช้า ๆ การเพิ่มไนโตรเจนแก่ดินจะได้ทั้งจากไนโตรเจนในอินทรีย์วัตถุเองและจากผลงานของเชื้อ  อะโซโตแบ็คเตอร์ ที่ตรึงไนโตรเจนจากอากาศ

              การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ครั้งเดียวมาก ๆ จะทำให้เกิดจุลินทรีย์ขึ้นอย่างเต็มที่  ขณะเดียวกันจุลินทรีย์จะยืมไนโตรเจนในดินไปใช้ชั่วคราวจะทำให้พืชแสดงอาการขาดไนโตรเจน  อาจแก้ไขโดยการหว่านยูเรีย 46-0-0 หรือ แอมโมเนียมซัลเฟต 21-0-0  อันที่จริงพอพ้นระยะที่จุลินทรีย์จะยืมไนโตรเจนในดินไปใช้ชั่วคราวก็จะปลดปล่อยกลับมาสู่ดินอีกและมักจะมากกว่าที่ยืมไปใช้  การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ครั้งละมาก ๆ อาจมีผลจากการหมักย่อยทำให้เกิดความร้อนขึ้นและเป็นอันตรายต่อราก

                การหว่านกระจายปุ๋ยอย่างบาง ๆ ไปทั่วผิวดินในสวนป่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด คือ ไม่ร้อน ไม่เกิดการยืมไนโตเจนชั่วคราว  ไม่มีปัญหาต่อราก ช่วยคลุมดินและปลดปล่อยปุ๋ยอย่างช้า ๆ  คล้ายกับปุ๋ยละลายช้า

               ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีความเค็มหรือมีเกลือเจือปนอยู่  เช่น ขี้เป็ดที่เลี้ยงด้วยปลาทะเล  เลนก้นบ่อกุ้งหรือสัตว์น้ำเค็ม  ปุ๋ยเหล่านี้ถ้านำมาใช้ในพืชน้ำจืดจะสะสมเกลือเพิ่มขึ้นทีละน้อย  เมื่อมากจะเริ่มเป็นพิษจะทำให้มีอาการขอบใบ  ปลายใบไหม้แห้ง  ใบหมดอายุเร็วกว่าปกติ  ไม่ควรนำมาใช้

           4. การให้ปุ๋ยกับกฤษณาในถุงเพาะชำ  ในดินที่ปรุงด้วยวัสดุต่าง แล้ว ควรผสมปุ๋ยละลาย ช้าครึ่ง

ช้อนชาถึงหนึ่งช้อนชาต่อดินปลูก 1 ถุง  คลุกผสมให้เข้ากันดีกับดินแล้วจึงปลูกจะทำให้ต้นไม้งามดีประมาณ

3 – 4  เดือน พอใกล้จะครบกำหนดก็ใส่ปุ๋ยอีกครั้งโรยบนผิวหน้าของดินในถุง  แล้วโรยดินหรือขุยมะพร้าวหรือปุ๋ยอินทรีย์กลบทับบาง ๆ และมีผลต่อไปอีก 3-4 เดือน ปุ๋ยละลายช้าดังกล่าวมีชื่อทางการค้าว่าอ็อสโมโคท หาซื้อได้จากร้านจำหน่ายสารเคมีการเกษตรทั่วไป

              ในกรณีที่ดินที่นำมาปลูกมีปัญหา เช่นดินเปรี้ยว , เหนียวจัด  ต้นไม้จะแสดงออกทางการขาดจุลธาตุ เช่น ใบบาง , ใบด่าง , ใบเหลือง , ใบซีด แก้ปัญหาโดยการใส่จุลธาตุรวมทางดิน เช่น คีเลท 191 หรือ ฉีดพ่นทางใบด้วยจุลธาตุรวม   เช่น ฟาสเตอร์,โทน่า , อุลตร้าเชียร์,โปรวิต หรือ ยูนิเลท เป็นต้น

            5. การให้ปุ๋ยเพื่อแก้อาการโตช้า   ถ้าเป็นต้นไม้ในแปลงให้เพิ่มอินทรียวัตถุให้บ่อยขึ้นหรือมากขึ้น  ทางใบให้ฉีดพ่นด้วยยีสต์เอ็กแทร็ก,ยีสต์บวก,โปรวิต,เทอราชอฟท์,สาหร่ายสกัดหรืออาหารเสริม  ต่าง ๆ ถ้าเป็นต้นไม้ในถุงให้เติมอ็อสโมโคท แล้วฉีดพ่นทางใบด้วยยีสต์บวกสลับกับการใช้โปรวิต

               6. ปุ๋ยแก้อาการใบเหลือง  ใบซีดเหลืองทั่วไปทั้งต้นใบล่างเหลืองและหมดอายุเร็วกว่าปกติเป็นอาการขาดปุ๋ยแบบรวม ๆ เน้นการขาดไนโตรเจน ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มขึ้น  หว่านยูเรีย หรือแอมโมซัลเฟต หว่าน 16-11-14  เสริมให้ รดน้ำให้ปุ๋ยละลาย  อาการนี้อาจเกิดได้เมื่อใส่เศษพืชที่ขาดไนโตรเจนลงไปในสวนเป็นจำนวนมากทันที  เช่น ขี้เลื่อย  ขี้กบ  เป็นต้น  เมื่อใส่ให้ทางดินเพียงพอ แล้วให้ฉีดเสริมทางใบด้วยยีสต์กสัดหรือยีสต์บวก

              หากมีอาการใบเหลือง ,ใบบาง , ใบด่างแต่ใบล่างไม่ร่วงเร็วแบบขาดไนโตรเจน  อาจจะขาดจุลธาตุรวม ให้ฉีดพ่นด้วยโปรวิต, ฟาสเตอร์ ,โทน่า , อุลตร้าเชียร์หรือยูนิเลท ฉีดพ่นทุก 10 -15 วัน จนกว่าใบที่แตกใหม่จะมีอาการเป็นปกติ  หรือ อาจจะเกิดจากดินเปรี้ยวแล้วตรึงจุลธาตุ ให้ทำการตรวจพีเอชของดิน  ถ้าเป็นกรดให้แก้กรดด้วยโดโลไมท์และหินฟอสเฟต

             หากมีอาการใบเหลืองแบบสีตองอ่อนและโตช้าอาจเกิดกับพืชในดินทรายที่มีการชะล้างมาก จนขาดธาตุกำมะถัน  ให้หว่านปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตหรือ 21-0-0  จะเห็นผลว่าต้นไม้เขียวขึ้นเร็วเป็นพิเศษ                                                     

ประโยชน์ของการมีหญ้าคลุมดินในสวนกฤษณา

1.   หญ้าช่วยถ่วงดุลไนโตรเจน

หญ้าเป็นพืชที่ไวต่อการมีไนโตรเจนมากดังนั้นในกรณีที่ใส่ปุ๋ยมากเกินไปโดยเฉพาะไนโตรเจนซึ่งจะทำ

ให้พืชอวบอ้วน  อ่อนแอ  กิ่งหักง่าย แพ้แดดง่าย ถูกแมลงและไรเข้าทำลายได้ง่าย หญ้าจะแย่งปุ๋ยส่วนเกินออกไปก่อนทำให้เหลือไนโตรเจนแก่ต้นไม้หลักหรือกฤษณาอย่างพอเหมาะ  เมื่อตัดหญ้าปล่อยให้หญ้าผุพังก็กลับปล่อยปุ๋ยออกมาตามเดิมและแถมอีกจากกระบวนการของอะโซโตแบคเตอร์ตามที่กล่าวมาแล้ว

2.   หญ้าช่วยยึดผิวหน้าดิน

หญ้าเป็นพืชที่มีระบบรากแผ่กระจายหนาแน่นตามระบบรากฝอยจึงช่วยยึดผิ

« Back

สามารถส่งข้อความติดต่อได้
ชื่อผุ้ติดต่อ :
องค์กร :
เบอร์โทร :
อีเมล์ :
หัวข้อ :
ข้อความ :
 
   

ขึ้นไปด้านบน

เรื่องราวของกลุ่ม
ความเป็นมา
วัตถุปรสงค์
การสมัครสมาชิก
แผนที่
กิจกรรมกลุ่ม

กฤษณา(ไม้หอม)
ตำนานกฤษณา
จากอดีตจนปัจจุบัน
คุณค่าในอดีต
สายพันธุ์
การปลูก
การเกิดสารกฤษณา
การกลั่นน้ำมันกฤษณา
การตลาดไม้กฤษณา
อนุสัญญาไซเตส
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มเกษตผลิตไม้กฤษณา

จำนวนผู้เข้าชม :

      เวบไซต์ สำเร็จรูปใน 5 นาที